บทที่ 10 4/2

ห้องผ่าตัด

หลังจากที่ทำความสะอาดร่างกายและฆ่าเชื้ออย่างเสร็จสรรพศัลยแพทย์หนุ่มก็อยู่ในชุดกาวผ่าตัดพร้อมที่จะทำการรักษาในทันที

“ไปตามวิสัญญีแพทย์[1]มา”

“ครับ!”

“ชีพจร ๑๖๐ ความดัน ๘๐/๔๐”

“อุณหภูมิ ๓๙ องศา” ผู้ช่วยแพทย์ยังคงกล่าวรายงานต่อไป

“scalpel” เขายื่นมือออกไปรับมีดผ่าตัดจากผู้ช่วย ในขณะที่สายตาจ้องมองไปที่หน้าจอแสดงผลการเต้นของหัวใจและความดันโลหิต ก่อนจะค่อย ๆ บรรจงกรีดลงตรงช่องท้องส่วนล่างของผู้ป่วยด้วยความเบามือ ขณะที่ผู้ช่วยทั้งสามก็คอยส่งอุปกรณ์และใช้ผ้าก๊อซซับเลือดของผู้ป่วยอยู่ตลอด

“เครื่องดูด” ศัลยแพทย์หนุ่มว่าออกมาก่อนที่จะรับเครื่องดูดสารคัดหลั่งออกจากลำไส้ของผู้ป่วย ทว่าเสียงร้องไห้อันน่าเวทนาของหญิงสาวผู้เป็นมารดาของเด็กเริ่มจะทำให้เพชรนั้นนึกรำคาญใจขึ้นมาเสียแล้ว ปลายหางตาคมเหลือบมองหญิงสาว มือทั้งสองข้างของเธอเอาแต่จับใบหน้าของลูกชายเอาไว้ไม่ยอมปล่อย ใบหน้าซีดขาวเต็มไปหยาดน้ำตา เพชรรู้ว่าเจ้าหล่อนนั้นเป็นห่วงลูกแค่ไหนแต่การที่เธอเอาแต่ร้องไห้เช่นนี้มันก็ยิ่งทำลายสมาธิ

“นี่คุณออกไปก่อนผมทำงานไม่ได้” เพชรว่าออกมาอย่างหมดความอดทน

“อาจารย์ไล่พวกเราหรือคะ” หนึ่งในผู้ช่วยเอ่ยขึ้นอย่างงงงวย

“เปล่า ผมไม่ได้ไล่พวกคุณ” เพชรลอบถอนหายใจดูท่าแล้ววิญญาณดวงนี้คงจะไม่ไปไหนง่าย ๆ แน่ เขาจึงทำเพียงแค่ต้องทำใจแล้วช่วยชีวิตเด็กคนนี้ต่อไป

“เยื้อยึดลำไส้เล็กอักเสบเข้าไปติดอยู่ด้านใน มีอาการขาดเลือดเกิดจากการบีบรัดใต้แผลผ่าตัดลำไส้ลึกลงไป ๒๐ เซนติเมตร” ศัลยแพทย์หนุ่มร่ายยาวขณะที่มือยังคงใช้อุปกรณ์ผ่าตัดช่วยดึงลำไส้ที่ติดอยู่ให้ออกมาเป็นปกติ

“เครื่องดูด” เนื่องจากลำไส้ด้านในเกิดหนองขึ้นบริเวณที่เป็นแผล เพชรจึงใช้เครื่องดูดเอาสารคัดหลั่งนั้นออกมา

“น้ำเกลืออุ่น” เขาใช้น้ำเกลืออุ่นฉีดไปที่แผลของคนไข้เพื่อล้างทำความสะอาดก่อนที่จะเย็บปิด

“ลำไส้เริ่มมีสีแล้วครับ!” หนึ่งในผู้ช่วยว่าออกมา เพชรถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาส่งสายฉีดน้ำเกลืออุ่นให้กับหนึ่งในผู้ช่วย

“ดูให้ลำไส้มีสีปกติแล้วเย็บแผลได้เลย”

“ครับอาจารย์”

ศัลยแพทย์หนุ่มถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก ไม่ต่างอะไรจากวิญญาณแม่ของเด็กคนนี้ที่ปากพร่ำบอกแต่คำขอบคุณแก่เขา เธอยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและโล่งใจในเวลาเดียวกันที่ลูกของเธอนั้นปลอดภัยเสียที เพชรกำลังจะเดินออกไป ทว่าเสียงหนึ่งก็เรียกเขาขึ้นมา

“ประเดี๋ยวก่อนค่ะอาจารย์มีเลือดออกที่ตับอ่อนค่ะ”

“ขอที่ห้ามเลือด!”

การผ่าตัดสิ้นสุดลงภายในสองชั่วโมงนับตั้งแต่พวกเขาเดินเข้าห้องผ่าตัดไป เพชรพรรณารายยืนมองเด็กชายที่ยังไม่ได้สติด้วยความโล่งใจ เด็กชายถูกนำตัวมายังห้องพักฟื้นโดยมีวิญญาณของมารดาตามมาไม่ห่าง

“ญาติล่ะ” เขาเอ่ยถามขึ้นเพราะตั้งแต่เริ่มผ่าตัดจนถึงตอนนี้เขาก็พบเพียงวิญญาณดวงนี้เท่านั้น

“พ่อของเด็กเป็นทหารถูกเกณฑ์ไปทางใต้ตั้งแต่สองวันก่อนแล้วค่ะอาจารย์หมอเพชร” หนึ่งในพยาบาลที่ช่วยดูแลเด็กคนนี้พูดออกมาน้ำเสียงเศร้าสร้อย เพชรพยักหน้ารับ เด็กคนนี้น่าสงสารนัก

“อือ ดูแลเขาให้ดีแล้วกัน ผมฝากด้วยนะ” เพชรอดที่จะเป็นห่วงไม่ได้จึงเอ่ยย้ำกับพยาบาลอีกครั้ง อย่างไรเสียเด็กก็ยังเป็นผ้าขาวไม่ควรจะเจอเหตุการณ์ร้ายแรงถึงเพียงนี้ โดยเฉพาะสงครามที่ทำเอาเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ถึงรัฐบาลไทยจะเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะแต่ใช่ว่าพวกมันจะรักษาสัญญาที่ห้ามรุกรานเรา 

ได้ข่าวว่าหลายวันก่อนกองทัพของทหารญี่ปุ่นบุกขึ้นท่าแพที่จังหวัดนครศรีธรรมราชฆ่าทหารและชาวบ้านตายไปหลายสิบคนทีเดียว พ่อของเด็กคนนี้ก็คงจะเป็นกองหนุนที่เข้าไปไกล่เกลี่ยขอยอมความกระมัง สงสารก็เพียงแต่เด็กที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่แถมยังมาเจ็บไข้ได้ป่วยเช่นนี้ ช่างน่าเวทนานัก

“อาจารย์หมอเพชรมีอะไรจะสั่งดิฉันอีกหรือเปล่าคะ”

“ปะ...เปล่าครับ” เขาปฏิเสธออกมาไม่เต็มเสียงนัก ได้เห็นวิญญาณของหญิงสาวหยุดร้องไห้แล้วเขาก็หายห่วง หวังว่าต่อจากนี้ไปเด็กคนนี้จะไม่พบเจอเรื่องราวเลวร้ายอีกแล้วนะ

“ขอบคุณนะ”

“...”

“เธอตามดูอยู่ ระวังตัวด้วย”

เพชรพรรณารายรู้ว่าหญิงสาวหมายถึงใคร เขาจึงทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับเท่านั้น

หลังจากที่เหนื่อยล้ากับการผ่าตัดมาเกือบทั้งวันเพชรจึงเลือกมุมหนึ่งของโรงพยาบาลเป็นจุดพักผ่อน เขานั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยพลางกินขนมของคุณยายที่พึ่งจะเอามาขายเมื่อครู่นี้อย่างใจเย็น แม้บรรยากาศของโรงพยาบาลในยามเย็นจะดูเงียบสงบแต่เพชรกลับรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาเอาเสียดื้อ ๆ

แหวก! แหวก! แหวก!

เสียงนกแสกร้องระงม ดวงตาปูดแดงจ้องมองมาที่เพชรขณะที่หัวของมันนั้นห้อยอยู่ตรงต้นไม้นับสิบตัว เพชรจ้องมองพวกมันพลางเลียริมฝีปากของตนเบาๆ

เฟี้ยววว ลมสายหนึ่งพัดผ่านไปอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย เพชรเริ่มรู้สึกใจคอไม่ดีขึ้นมา เวลาโพล้เพล้เช่นนี้เหล่าผู้มีวิชาอาคมมักจะชอบปล่อยของกันนัก

จิตใจของนิลกาฬหนุ่มเริ่มจะกระสับกระส่ายขึ้นมาเอาเสียดื้อ ๆ หากแต่เมื่อเขากำลังจะลุกออกไปกลับได้ยินเสียงของคนผิวปากอยู่ข้าง ๆ หู

‘คุณพี่ดูจะมีความสุขดีนะเจ้าคะ แต่น้องทุกข์ทรมานเหลือเกิน’

[1] วิสัญญีแพทย์ หรือที่เรารู้จักกันทั่วไปในชื่อ “หมอดมยา” หน้าที่หลัก คือช่วยระงับความเจ็บปวดแก่ผู้ป่วยที่เข้ารับการผ่าตัด เริ่มตั้งแต่เตรียมความพร้อมก่อนผู้ป่วยเข้าห้องผ่าตัด คอยสังเกต ติดตาม รายงานผลผู้ป่วยระหว่างการผ่าตัด รวมไปถึงดูแลจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้นหลังจากการผ่าตัดอย่างปลอดภัย

บทก่อนหน้า
บทถัดไป